ประเพณีรดน้ำดำหัว เป็นสิ่งที่ทำต่อเนื่องกันมายาวนานในปีใหม่ไทย เป็นการแสดงความเคารพและความกตัญญูต่อบิดามารดา ผู้ใหญ่ และผู้มีพระคุณ ด้วยความเชื่อที่ว่า เป็นการขอขมาลาโทษ พร้อมทั้งรับคำอวยพรเพื่อสิริมงคลของชีวิต และประเพณีนี้ยังทรงคุณค่ามาจนทุกวันนี้

คุณค่าที่ไม่ควรมองข้าม

คุณแม่หลายคน อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการรดน้ำดำหัวเท่าที่ควร มองว่าเป็นเพียงประเพณีหนึ่งที่อยู่ในวันสงกรานต์ และมักใช้เวลาไปกับการเดินห้างสรรพสินค้า แต่หากมองให้ดี การรดน้ำดำหัวล้วนให้คุณค่ากับเด็กเล็กมากมาย

1. ความสัมพันธ์ในครอบครัว ข้อนี้คุณแม่หลายคนคงเดาถูก เพราะว่าการที่เด็กๆ ได้ไปพบญาติผู้ใหญ่ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้เด็กได้พบกับญาติๆ ที่นอกจากจะสนุกและยังอบอุ่นแล้ว ยังปลูกฝังให้เด็กมีความเคารพและมีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่

2. พัฒนาการของเด็ก อันนี้คุณแม่คงเดาไม่ออกว่า การที่ลูกได้รดน้ำดำหัวปู่ย่าตายาย จะส่งเสริมพัฒนาการด้านใดบ้าง
+ ด้านอารมณ์ การที่เด็กได้อยู่กับครอบครัว และได้รดน้ำผู้ใหญ่พร้อมๆ กับคุณพ่อคุณแม่ จะทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่นใจ ใจเย็น มีสมาธิมากขึ้น
+ ด้านสังคม  การเข้าสังคมสามารถเริ่มได้จากสังคมเล็กๆ อย่างครอบครัว และพัฒนาไปเรื่อยๆ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมสู่การเข้าสังคมที่ใหญ่ขึ้นต่อไป
+ ด้านจิตใจ เด็กจะได้เรียนรู้ถึงประเพณีอันดีงามและควรสืบสาน ทั้งยังช่วยให้ลูกเห็นความสำคัญของคำว่าครอบครัวที่มีมากกว่าพ่อแม่ลูกด้วย
+ ด้านร่างกาย หลังการรดน้ำดำหัวแล้ว หากมีการชวนกันไปทำบุญที่วัดก็มักมีการก่อเจดีย์ทราย ถือเป็นการเล่นตามประเพณีไทยอย่างหนึ่ง ที่ได้ออกกำลังกล้ามเนื้อมือ แขน และขาไปในตัวค่ะ

เทคนิคการชวนลูกรดน้ำดำหัว
           1.ให้ลูกมีส่วนร่วม ในการเตรียมดอกไม้ น้ำหอม น้ำปรุง แล้วเมื่อทำซ้ำๆทุกปี ช่วงเวลาแบบนี้จะเป็นช่วงที่เด็กๆรอคอยและรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญกับเรื่องนี้
2. ทำให้ลูกเห็น เพราะต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจก่อน ว่าการรดน้ำดำหัวนั้นคืออะไร และเราทำไปทำไม ถือเป็นการปูพื้นความรู้ขั้นต้นให้กับเด็ก แถมยังเป็นตัวอย่างที่ดีอีกด้วย
3. ชี้ชวนให้ลูกทำ ขณะที่รดน้ำ แล้วบอกว่า “คุณแม่กำลังรดน้ำคุณตานะ เดี๋ยวคุณตาจะอวยพรให้แม่แข็งแรง อยู่กับลูกไปนานๆ ไงล่ะคะ” พอคุณแม่รดน้ำเสร็จแล้วก็ให้ลูกลองได้รดน้ำดำหัวบ้าง พร้อมกับคอยแนะนำอยู่ใกล้ๆ

ข้อสำคัญที่สุดคือ…คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก หาเวลาไปพบปะญาติผู้ใหญ่บ่อยๆ และรดน้ำดำหัวอย่างสม่ำเสมอทุกปี เพื่อเป็นการเน้นย้ำว่าครอบครัวของเราให้ความสำคำกับประเพณีที่ดีงามแบบนี้มากแค่ไหน แล้วสิ่งเหล่านี้จะถูกปลูกฝังไปในตัวลูกโดยปริยาย

4 สิ่งที่ต้องนำไปใช้ในการรดน้ำดำหัว
           1. น้ำอบไทยหรือน้ำหอม น้ำส้มป่อย
2. ดอกมะลิและดอกกุหลาบ หรือดอกไม้อื่นๆที่ปลูกอยู่ในบ้านก็ได้
3. ขันเงินหรือขันทองเหลือง พานข้าวตอก ดอกไม้ และธูปเทียน
4. ผ้าตัดเสื้อ ผ้านุ่ง ผ้าห่ม หรือของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เพื่อมอบให้แก่ผู้ใหญ่

หมายเหตุ: สิ่งที่ต้องเตรียมเหล่านี้ถ้าไม่มีเวลาเตรียมครบทุกอย่างก็อนุโลมได้ค่ะ เพราะหากทำด้วยใจแล้วจะเตรียมการได้ดีมากน้อยแค่ไหนไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้วล่ะ

Written on February 4th, 2012 , casino online, slot online, sport betting Tags: , ,

วันนี้ขอนำเสนอเรื่อง “เด็กกับเรื่องกล้วย ๆ” ซึ่งไม่ได้มีเนื้อหาที่ต้องการเปรียบเทียบกล้วยกับสิ่งที่ซับซ้อนแต่ประการใด แต่อยากจะเขียนถึงเรื่องราวของ “กล้วย” ซึ่ง เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยกันมานานแสนนาน เพราะเมืองไทยเป็นแหล่งปลูกกล้วยหลายพันธุ์ เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ กล้วยหักมุก กล้วยเล็บมือนาง

กล้วยเป็นผลไม้ที่ปลูกง่าย หาง่าย กินง่าย (จนเป็นที่มาของคำว่า “ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก”) สามารถนำมาประกอบเป็นอาหารคาวหวานได้ มีรสชาติหวานหอมอร่อย อีกทั้งมีประโยชน์และสรรพคุณมากหลาย ยิ่งเฉพาะในเรื่องโภชนาการแล้วต้องถือว่ากล้วยเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทาง โภชนาการสูงมากทีเดียว จึงมีประโยชน์แก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะเด็กๆแล้วมักไม่พลาดที่จะต้องกินข้าวบดกับกล้วยจากฝีมือคุณแม่แน่นอน

เรามาดูกันซิว่ากล้วยมีประโยชน์ต่อเด็ก ๆ อย่างไรบ้าง

  - กล้วยช่วยในการเจริญเติบโตทางร่างกายของทารก
          กล้วย เป็นผลไม้ที่เหมาะเป็นอาหารเสริมสำหรับเด็กทารกโดยตรง เพราะเนื้อมีลักษณะนิ่ม ง่ายต่อการกินของทารกที่ยังไม่มีฟันหรือที่ฟันเพิ่งเริ่มขึ้น นอกจากนี้ กล้วยยังมีคุณค่าของธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารกด้วย เช่น มีกรดอะมิโนและเกลือแร่ที่จำเป็นสำหรับเด็กทารกหลายชนิด อีกทั้งมีส่วนประกอบของโปรตีนที่ใกล้เคียงกับน้ำนมแม่ เราจึงเห็นภูมิปัญญาของคนไทยตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันที่ใช้กล้วย น้ำว้ามาบดกับข้าวให้เด็กทารกกินเป็นอาหารเสริม เพราะทำให้เด็กทารกมีสุขภาพแข็งแรง

  – กล้วยเพิ่มประสิทธิภาพสมองของเด็ก
          กล้วยเป็นผลไม้ที่มีโปแตสเซียมสูงมากที่สุดในบรรดาผลไม้ทั้งหมด เพราะในผลกล้วยสุกหนัก 100 กรัมมีสารโปแตสเซียมประมาณ 370 มิลลิกรัม ซึ่งสารโปแตสเซียมในกล้วยมีสรรพคุณในการช่วยเพิ่มพลังให้สมองตื่นตัว สมัยที่ผู้เขียนยังเป็นเด็กเรียนที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ทางโรงเรียนจัดอาหารว่างตอนเช้าคือนมกับกล้วยน้ำว้าให้เด็ก ๆ ได้รับประทานทุกวัน เพราะเป็นการช่วยเตรียมสมองให้พร้อมสำหรับการเรียนนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยเรื่อง The Many Benefits of Bananas (ประโยชน์มากมายของกล้วย) ของโรงเรียน Twickenham ในแคว้น Middlesex ที่ ประเทศอังกฤษ พบว่านักเรียน 200คน ที่รับประทานกล้วยหอมในมื้อเช้าและมื้อกลางวันเป็นประจำทุกวัน มีผลการเรียนอยู่ในระดับดี (2005) ดังนั้น กล้วยจึงเหมาะกับวัยเด็กซึ่งเป็นวัยเรียนรู้ที่ต้องใช้สมองและใช้ความคิดใน การเรียนรู้

– กล้วยช่วยเพิ่มพลังงานแก่เด็ก
          ในกล้วยสุก มีน้ำตาล 3 ชนิด คือ กลูโคส ซูโคส และฟรุคโตส และมีคาร์โบไฮเดรตสูงถึง 22.2 กรัม (คำนวณจากกล้วยที่มีน้ำหนัก 100กรัม) ดังนั้น กล้วยจึงให้พลังงานอย่างดี เหมาะสำหรับเด็กๆในวัยที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโตและชอบเคลื่อนไหวร่างกายใน การวิ่ง กระโดด เล่น ทำกิจกรรมต่าง ๆ การให้เด็ก ๆ รับประทานกล้วยทุกวันจึงสามารถช่วยกระตุ้นให้สมองและร่างกายของเด็กให้ทำงาน ได้อย่างคล่องแคล่ว ว่องไวและกระฉับกระเฉง

  – กล้วยช่วยทำให้เด็กอารมณ์ดี
กล้วยหอมมีวิตามินบีอยู่มาก ซึ่งมีสรรพคุณที่สามารถช่วยลดความเครียดได้ นอกจากนี้ กล้วยยังมีโปรตีนชนิด try potophan ซึ่ง ช่วยทำให้เด็กรู้สึกอารมณ์ดี มีความสุข และสารโปแตสเซียมทำให้หัวใจทำงานได้ดี จึงส่งผลให้ออกซิเจนออกไปเลี้ยงสมองอย่างเพียงพอ ร่างกายจึงเกิดการผ่อนคลายมากขึ้น ทำให้ความเครียดลดลง

กล้วยช่วยเรื่องระบบขับถ่ายของเด็ก

- ช่วยแก้อาการท้องผูก การให้เด็กรับประทานกล้วยน้ำว้าสุกเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้เด็กไม่มีอาการท้องผูก เพราะกล้วยมีเส้นใยอาหารอยู่มาก จึงช่วยให้ขับถ่ายได้สะดวก

- ช่วยแก้อาการท้องร่วง นำกล้วยดิบมาฝานเป็นแว่นบาง ๆ ทั้งเปลือก ตากแห้งแล้วนำมาบดให้ละเอียดเป็นผงใช้ชงดื่ม ช่วยรักษาอาการท้องเสียหรือท้องเดิน อีกทั้งสามารถลดอาการท้องเฟ้อท้องอืดได้อีกด้วย

นอกจากประโยชน์ต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วนี้ ในกล้วยยังมีวิตามินบี1 ที่มีสรรพคุณในการป้องกันโรคเหน็บชา มีวิตามินซี ใช้ป้องกันโรคหวัด มีแมกนีเซียม ช่วยควบคุมความดันเลือดและมีแคลเซียม ที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง และปัจจุบันยังมีการสนับสนุนให้กินกล้วยมื้อเช้าทุกวันเพื่อล้างพิษและลด ไขมันในร่างกายอีกด้วย (Hamachi,Asa Banana Diet,2008)

จะเห็นได้ว่า แม้จะเป็นเรื่องกล้วยๆแต่ประโยชน์ที่ได้รับจากกล้วยมีมากมายมหาศาล เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงเมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดอื่นที่มีราคาแพงกว่า เช่น มีเกลือแร่และวิตามินต่าง ๆ มากกว่าแอ๊ปเปิ้ล มีคาร์โบไฮเดรต และธาตุเหล็กมากกว่าเชอรี่ มีโปรตีน และฟอสฟอรัสมากกว่าสตรอเบอรี่ มีโปแตสเซียม และวิตามินบีมากกว่าแอปปริคอต ฯลฯ อีกทั้งกล้วยยังหากินได้ง่าย มีทุกฤดูกาลและราคาถูกอีกด้วย คุณพ่อคุณแม่จึงควรให้ลูก ๆ ได้กินกล้วยกันทุกวันเพื่อสุขภาพร่างกาย สมองและอารมณ์ที่ดีของเด็ก ๆ นั่นเอง

Written on February 4th, 2012 , casino online, slot online, sport betting Tags: , ,

 

  • มะเขือเทศ  ช่วยชะลอวัยให้อ่อนเยาว์ และป้องกันความเสื่อมของเซลล์
  • มะนาว  มีวิตามินซีสูง ช่วยให้ผิวเนียนใส
  • ส้ม  เสริมสร้างคอลลาเจนให้กับผิว
  • ฝรั่ง   เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ด้วยวิตามิจซีปริมาณสูง
  • แตงโม  บำรุงผิวพรรณ ช่วงล้างไต และขับปัสสาวะ
  • กล้วยหอม เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก เพราะทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว และอยู่ท้องได้นาน
  • มะละกอ  เป็นยาระบายอ่อน ๆ เหมาะกับผู้มีปัญหาท้องผูก
  • แอปเปิ้ล  อุดมด้วยเพคติน ซึ่งช่วยให้เล็บแข็งแรง

เพียงรับประทานอาหารพวกนี้ก็สามาถทำให้ผิวคุณสวย

Written on February 3rd, 2012 , casino online, slot online, sport betting Tags: , ,

หลายครั้งหลายคราที่พวกเราได้เห็นบรรดานางแบบตามหน้าแม็กกาซีน หรือที่กำลังเดินแบบอยู่บนแคตวอล์ก พวกเธอไม่เพียงแต่จะใส่ชุดสวยมา โพสท่าอวดโฉม หากแต่ยังมีขนตายาวงอนงามที่พร้อมเป็นหน่วยสนับสนุนให้
ดวงตาดูสวยเด่นไม่แพ้สเต็ปเมคอัพอื่น ๆ อีกด้วยละคะ วันนี้เราก็เลยมีเคล็ดลับดี ๆ เกี่ยวกับขนตาปลอมมาฝาก

ตรวจเช็กขนตาปลอม
ของคุณก่อนว่ามีขนาดความกว้างยาวพอดีกับแนวขนตาของคุณหรือยัง
ถ้ายังดูยาวเกินความต้องการละก็ ผู้เขียนขอแนะนำให้มองหากรรไกรเล็กๆ
มาเล็มออก แต่ว่าให้เล็มเฉพาะด้านใน (หัวตา) เท่านั้นนะคะ นั่นเป็นเพราะขนตาปลอมบางรุ่นตั้งใจจะมีลูกเล่นปล่อยยาวหรือ
กระดกปลายไว้ที่บริเวณหายตา

ขนตาปลอม
ไม่มีแต่ชนิดที่เป็นแผงขนตาเท่านั้นหรอกนะคะ แต่ยังมีรูปแบบที่เป็นช่อขนตา สำหรับไว้ติดแซมให้ดูกลมกลืนเป็นธรรมชาติไปกับขนตาจริง

หยอดกาวที่โคนขนตาปลอม รอให้กาวกระจายทั่วแล้วใช้แหนบหนีบขนตาปลอมไปทาบติดที่แนวขนตา หลังจากติดทาบขนตาปลอมลงบนแนวขนตาเรียบร้อยแล้ว ขอแนะนำว่าให้คุณหลับตาอยู่อย่างนั้นสักแป๊บหนึ่ง
(นับไป 30 วินาที) รอให้กาวค่อยๆ ซึมอย่างถ้วนทั่ว จากนั้นใช้ปลายนิ้วกดเบาๆ ที่แนวขนตาจากด้านในสู่ด้านนอก เพื่อให้มั่นใจว่าขนตาปลอมติดแน่นดีแล้ว คุณสามารถใช้มาสคาร่าปัดทับหรือดัดขนตาเพิ่มได้อีก
หลังจากที่ติดขนตาปลอมลงไปแล้ว แต่ในกรณีนี้ขอให้เจาะจง
เฉพาะขนตาปลอมแบบธรรมชาติเท่านั้นนะคะ
ไม่เหมาะอย่างยิ่งกับขนตาปลอมที่มีดีไซน์เก๋จัด เช่น พวกขนตาปลอมขนนก ขนตาปลอมประดับเพชร เพราะจะทำให้ขนตาปลอมล้ำดีไซน์ของคุณ
เกิดความเสียหายได้อย่างแน่นอน ดึงขนตาปลอมออกอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ควรรีบล้างทำความสะอาดให้ทันที อย่าปล่อยข้ามวันข้ามคืนเชียว มิเช่นนั้นกาวที่ติดอยู่กับขนตาและเชื้อแบคทีเรียในอากาศจะเกิดการสั่งสม ผลก็คือสร้างโอกาสให้เกิดอาการแพ้ระคายเคืองขึ้นได้
ส่วนวิธีทำความสะอาดก็ทำได้แสนง่าย เพียงแค่ใช้ผลิตภัณฑ์ประเภท
อายส์เมคอัพรีมูฟเวอร์ หรือคลีนซิ่งออยล์มาเช็ดล้างทำ

Written on February 3rd, 2012 , casino online, slot online, sport betting Tags: , ,

ใครที่ชอบกินโยเกิร์ตต้องดีใจจนออกนอกหน้า เพราะวันนี้เรามีประโยชน์ดีๆ จากโยเกิร์ตมาฝากกันคะ



- คนที่ท้องเสียเป็นเพราะมีเชื้อจุลินทรีย์อยู่ในลำไส้ แต่เชื้อจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตเกิดมาเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดเลวทั้งหลาย การกินโยเกิร์ตจึงทำให้อาการท้องเสียของคุณทุเลาอย่างรวดเร็ว ทำให้ถ่ายน้อยลงหรือหยุดถ่าย

- โยเกิร์ตมีไขมันชื่อคอนจูเกตเต็ดไลโนเลอิก ช่วยป้องกันโรคหัวใจ

- โยเกิร์ตไขมันต่ำ 1 ถ้วย เป็นแหล่งรวมของสารอาหารถึง 11 ชนิด และแต่ละชนิดก็เป็นตัวแม่สำหรับร่างกายทั้งนั้น อย่างไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 2 โปรตีน วิตามินบี 12 ทริปโทฟาน โพแทสเซียม โมลิปเดนัม สังกะสี และวิตามินบี 5 คนที่กินโยเกิร์ตเป็นประจำถึงได้อายุยืนแถมแข็งแรง

- ถึงแม้จะทำมาจากนม แต่โยเกิร์ตให้โปรตีนและแคลเซียมสูงกว่านมธรรมดา เพราะลำไส้ของเราย่อยนมไม่ได้ แต่สำหรับโยเกิร์ตกลับทำได้ชิลๆ เพราะในโยเกิร์ตมีกรดแลกติกที่จะช่วยย่อยแคลเซียมให้เล็กลง ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้

- จุลินทรีย์ทั่วไปอาจทำร้ายร่างกายแต่แลคโตบาสิลัสในโยเกิร์ตเป็นจุลินทรีย์ ชนิดดีที่ ร่างกายต้องการ มันจะไปหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อ “เฮลิโคแบคเตอร์ เอชไพโลไร” ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ ลดการอักเสบของลำไส้และไขข้อ แถมยังทำตัวเป็นนักปราบปรามจุลินทรีย์ที่จะทำให้คุณเป็นมะเร็งปากมดลูก ช่วงที่มีรอบเดือนผู้หญิงจึงควรทานโยเกิร์ตเป็นประจำ

- แคลเซียมสูงที่ได้จากโยเกิร์ตจะทำให้เป็นสาวกระดูกเหล็ก ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ความดันสูง มะเร็งลำไส้ และยังกระตุ้นระบบเผาผลาญทำให้คุณผอมเองโดยไม่ต้องเหนื่อย

- ทำให้ปากสะอาด กำราบกลิ่นปากและโรคเหงือก

- เพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย เพราะแบคทีเรียในโยเกิร์ตทำให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินเคและบีในลำไส้ได้ดีขึ้น

Written on January 11th, 2012 , casino online, slot online, sport betting Tags: , ,

โลกดิจิตอลกับการใช้สายตา

ดูเหมือนความพยายามในการใช้กระดาษถนอมสายตาของคุณจะไม่ได้ผลเสียแล้ว เพราะในขณะเดียวกันคุณก็ยังคงนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ที่น่าเป็นห่วงไปกว่านั้น โทรศัพท์มือถือและอุปการณ์เทคโนโลยีที่ฉลาดขึ้นยังเป็นตัวแปรทำให้คุณอยาก ที่จะใช้ประโยชน์จากพวกมันเพิ่มขึ้นและนั่นหมายความว่าคุณจะมีเวลาอยู่กับ หน้าจอที่มีแสงจ้านานขึ้น จนเราและหลายคนสงสัยกันว่า อาการติดสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในชีวิตประจำวัน จะส่งผลเสียกับเราอย่างไร ซึ่งเราได้นำคำถามนี้ไปปรึกษา พญ.อภิรดี ปรีชานนท์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านดวงตามาให้คุณ

 

อาการตาล้ากับโลกดิจิตอล รูปที่ 1

ภาพจาก blackenterprise.com

 

ถาม : ผู้ชายที่คลั่งไคล์ (และคลั่งไคล้) โทรศัพท์ สมาร์ทโฟน อุปกรณ์ประเภทแท็บเล็ตจนเป็นนิสัย จากทั้งการเพ่งมองจอขนาดเล็กและแสงจ้าจะส่งผลต่อสายตาอย่างไรบ้าง

ตอบ : อุปกรณ์ทัชแพดและสมาร์ทโฟนมีขนาดเล็กกว่าจอคอมพิวเตอร์ ตัวหนังสือหรือภาพในอุปกรณ์ก็มีขนาดเล็ก ทำให้ต้องจ้องมองใกล้เพื่อให้เห็นชัด ทำให้กล้ามเนื้อตาต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อปรับภาพให้ชัดเจน จะทำให้ตาล้าได้ง่าย หากทำได้ควรปรับขนาดตัวหนังสือให้ใหญ่ขึ้นเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระการทำงาน ของกล้ามเนื้อตา ส่วนความเข้มของแสงที่ใช้ที่หน้าจอ และแสงที่ช่วยในการทำงานต้องมีระดับเหมาะสม ไม่สว่างจ้าจนระคายตา หรือสลัวจนมองไม่ชัด

ทิศทางของแสงสว่างแวดล้อมก็มีความ สำคัญ หากผู้ทำงานถนัดขวา แสงควรส่องมาจากทางซ้ายมือ หลีกเลี่ยงแสงในมุมที่ตกกระทบหน้าจอแล้วสะท้อนเข้าตา เพราะจะทำให้สบายตา ตาพร่าได้ ระยะห่างของสิ่งที่ดูควรห่างจากตาประมาณ 35 เซนติเมตร การใช้งานสายตามากๆ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือโรคใดๆ ไม่ทำให้สายตาแย่ลง เพียงแค่ทำให้ไม่สบายตาจนอาจทำให้หงุดหงิด ประสิทธิภาพการทำงานลดลง

 

อาการตาล้ากับโลกดิจิตอล รูปที่ 2

ภาพจาก techdigest.tv

 

อาการตาล้าเป็นอย่างไร

ตา มีกล้ามเนื้อตาซึ่งใช้ในการกลอกตาและจ้องมอง การใช้สายตาเป็นเวลานานๆ กล้ามเนื้อตาต้องทำงานก็จะมีอาการเมื่อยล้าได้ อาการตาล้า เช่น ปวดกระบอกตา อาจมีอาการตึงไปขมับ ตึงไปท้ายทอย หากยังคงฝืนใช้ตาต่อไปโดยไม่พักอาจรู้สึกคลื่นไส้ได้ เราสามารถใช้งานสายตาได้ แต่ควรพักเป็นระยะทุกๆ 30 นาที

Written on January 10th, 2012 , casino online, slot online, sport betting Tags: , ,

teacher ครู อาชีพ กระดาน



มาดู 6 อาชีพของสาวๆที่เสี่ยงต่อการเป็นเส้นเลือดขอดที่ขา รวมถึงวิธีป้องกันการเกิดอาการเส้นเลือดขอด

1.คุณครู
    หรือที่เราเปรียบเทียบว่าเป็น ‘เรือจ้าง’ เป็นอาชีพที่ต้องใช้ทักษะทางด้านสมอง กายและใจไปพร้อมๆ กัน นั่นคือการพูด-การเขียนอธิบายและถ่ายทอดความรู้ให้ลูกศิษย์ ต้องยืนสอนหน้าชั้นเป็นเวลาติดต่อกันหลายชั่วโมง ซึ่งอาชีพครูบ้านเราต้องใส่ชุดฟอร์มที่ทางโรงเรียนจัดให้ หรือไม่ก็ต้องแต่งกายเรียบร้อย ใส่ถุงน่อง และรองเท้าส้นสูง อันเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดได้ง่าย

   2.นางพยาบาล
   เป็นวิชาชีพที่ต้องใช้ทักษะการบริการทางการแพทย์ไปพร้อมๆ กับใจที่รักการบริการความรับผิดชอบของนางพยาบาลบ้านเรานั้น มีตั้งแต่การเป็นผู้ช่วยแพทย์ระหว่างการตรวจรักษา การเดินดูแลพยาบาคนป่วย การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย งานเดินเอกสาร ฯลฯ ดังนั้นอาชีพนี้ จึงต้องอาศัยความอดทนและคล่องตัวสูง ทำให้เท้าต้องรับน้ำหนักตัวตลอดวัน ดังนั้น จะเห็นได้ว่านางพยาบาลหลายคนใส่ผ้ายืดหรือ support รัดน่อง เพื่อป้องกันไว้ก่อน

3.แอร์โฮสเตส
   เป็นอาชีพหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากจากสาวๆ ในปัจจุบัน เพราะแรงจูงใจในเรื่องของค่าตอบแทน และโอกาสท่องเที่ยว แต่อาชีพนางฟ้าก็ต้องแลกกับการยืนและเดินนานๆ เพื่อดูแลผู้โดยสารตลอดชั่วโมงบิน และที่สำคัญยังต้องเผชิญกับภาวะความดันทางอากาศจากการขึ้น-ลงเครื่องบินเป็นประจำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดมากกว่าอาชีพอื่นๆ ทางป้องกันที่ดีที่สุด คือการเปลี่ยนรองเท้าส้นเตี้ย ขณะบริการเสิร์ฟอาหารแก่ผู้โดยสาร หมั่นเดินไปมาเพื่อเพิ่มระบบหมุนเวียนโลหิต และควรใส่ถุงน่องที่รัดและกระชับใต้เข่า

   4.พนักงานขายในห้างสรรพสินค้า / พนักงานต้อนรับ
    การยืนเรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของอาชีพนี้ก็ว่าได้ เนื่องจากการยืน หมายถึง ความพร้อมและความเต็มใจของพนักงานที่จะให้บริการเพื่อสร้างความประทับใจแก่ลูกค้า โดยเฉลี่ยแล้วอาจจะต้องยืนติดต่อกัน ประมาณ 6-8 ชั่วโมงเลยทีเดียว!

   5.พนักงานเก็บค่าโดยสารรถประจำทาง
   นอกจากจะต้องสูดดมควันจากท่อไอเสีย และอยู่ในสภาพที่มีคนแออัดตลอดเวลา ก็ยังต้องเดินและยืนเก็บค่าโดยสารตลอดสายครั้งละหลายชั่วโมง แถมยังต้องทรงตัวให้ดีเมื่อยามรถจอดหรือเบรกอีกต่างหาก

  6.สาวออฟฟิศ
   ฟังดูแล้วเป็นอาชีพที่เสี่ยงเป็นเส้นเลือดขอดน้อยที่สุด แต่คุณทราบหรือไม่ว่า การที่นั่งโต๊ะนานๆ ด้วยการนั่งไขว่ห้างนี้เอง   เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอด หรือสาวออฟฟิศบางคนชะล่าใจ คิดว่าตนเองไม่ต้องยืนเป็นเวลานานๆ ก็ใส่ร้องเท้าส้นสูงรับกับกระแสแฟชั่น แต่กลับลืมไปว่าบางครั้งก็ต้องเดินไปมา เพื่อติดต่อเอกสารหรือฝ่ายต่างๆ ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดแบบไม่รู้ตัวก็มี

วิธีป้องกันการเกิดเส้นเลือดขอด

1.ถ้าคุณเป็นคนอ้วนควรลดน้ำหนักเป็นอันดับแรก เพื่อลดแรงกดน้ำหนักลงที่เท้าและขา

2.หลีกเลี่ยงการยืนหรือการนั่งเฉยๆ หรือนั่งไขว่ขาเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อไม่บีบตัวไล่เลือด ในกรณีที่อาชีพการงานบังคับ ต้องอาศัยการออกกำลังกายผ่อนคลายกล้ามเนื้อน่องและขา โดยการเขย่งปลายเท้าขึ้นและลง หรือการบีบและคลายนิ้วเท้าทุกครึ่งชั่วโมง และพอถึงช่วงที่ได้นั่งพัก ให้ถอดรองเท้าส้นสูงออก นั่งลงบนเก้าอี้ หลังตรงและยกขาขึ้นหนึ่งข้างให้สูงระดับสะโพก และหมุนข้อเท้าเป็นวงกลมไปมา จากนั้นให้งุ้มเท้าชี้ขึ้นและลง จากนั้นทำสลับอีกข้าง

3.หลีกเลี่ยงการใส่ถุงเท้ายาวหรือถุงน่องที่รัดเหนือเข่า ซึ่งทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดไหลไม่สะดวก ในกรณีที่จำเป็นต้องสวมถุงเท้าหรือถุงน่อง ควรเลือกเนื้อผ้าที่มีความยืดหยุ่น และเลือกแบบที่ขอบถุงเท้าหรือถุงน่องรัดห่างใต้เข่าประมาณ 2 นิ้ว

Written on January 9th, 2012 , casino online, slot online, sport betting Tags: , ,

เคยทำงาน หรือ อ่านหนังสือดึกดึกไหม ง่วงมั่งรึเปล่า ทั้งที่ไม่อยากนอน
ต้องปั่นงานให้เสร็จ อ่านหนังสือให้จบก่อนเช้าที่จะมาถึง

1. วิธี standard method กินกาแฟ แต่ท่านที่ต้องการเห็นผลทันที
ควรเอากาแฟหยอดตาหายง่วงปลิดทิ้ง

2. apply มาหน่อย กินยาบ้า สนใจผลิตภัณฑ์นี้ติดต่อบังรอน มี Promotion ใหม่
ซื้อยาบ้า 1 เม็ดแถมมีดปลายแหลม 1 ด้าม เพื่อสะดวกแก่การฟุ้งซ่าน
ถ้าโชคดีมีสิทธิ์ขึ้นข่าวหน้า 1เป็นคนดังชั่วข้ามคืน

3. อมเปลือกทุเรียนไว้ทั้งเปลือก ห้ามคายไม่งั้นเดี๋ยวง่วง ผู้ที่ไม่ชอบทุเรียน
อนุญาตให้อมครกแทนได้ แต่ไร้รสชาด

4. ง่วงแล้วหยิกตัวเองให้ตื่น ถ้าไม่หาย เปลี่ยนไปหยิกคนข้างๆ แล้วคนข้างๆ
จะประเคนลำแข้งให้หายง่วงได้

5. หาเรื่องเครียดเครียดใส่ตัว เช่น ใช้เงินทั้งเดือนให้หมดภายใน 1 วัน
ไปมีเรื่องกับจิ๊กโก๋ปากซอยเอาให้มันอาฆาตเล่น หรือไปหาเรื่องให้ตัวเอง
ติดเอดส์ เป็นต้น จะทำให้ตาค้างตลอดคืน

6. อย่าอยู่เงียบๆ หรือฟังเพลงเบาๆ ต้องหาสถานที่หนวกหูตอนดีกดีก เช่น
ถนนหรือทางด่วนที่มันชอบซิ่งรถ บ้านที่ผัวเมียชอบทะเลาะกันดึกดึก
RCA ร้านไหนก็ได้ หอบงานไปทำบริเวณนั้นทำให้ไม่หลับ วิธีนี้เหมาะกับ
คนจิตแข็งมีสมาธิดีเท่านั้น

7. อย่าทำงาน หรืออ่านหนังสือบนเตียงนอน หลับแหงแหง ให้ทำใต้เตียงแทน
อึดอัดหน่อย ต้องทน

8. นอนกลางวัน สะสมก่อน ถ้าเจ้านายถามก็บอกว่าเก็บแรงไว้ทำงาน
ให้เจ้านายตอนกลางคืน เจ้านายจะซาบซึ้งมาก

9. ต้องทำตาให้ค้าง สมัยก่อนใช้ไม้หนีบ แต่สามารถใช้กาวตราช้าง
หรือไปกราบไหว้ผีบ้านผีเรือนให้มาปรากฎตัว แทนได้ จะทำให้ตาค้างได้ดีมากเหมือนกัน

10.อย่าขยันทำการบ้านนะ จะเพลียแย่ ทำให้ง่วงได้
(วิธีนี้เฉพาะคนมีครอบครัว)

Written on December 7th, 2011 , casino online, slot online, sport betting Tags: , ,

ยังคงมีความเคลื่อนไหวให้ติดตามต่อเนื่องสำหรับการผลิตบรรจุภัณฑ์ในปัจจุบันที่อาจมีสารอันตรายต่อสุขภาพปนเปื้อนทำให้ผู้บริโภคต้องเพิ่มความระมัดระวัง

ขณะเดียวกันการขาดความรู้ความเข้าใจ การนำมาใช้ไม่เหมาะสม ภัยเล็ก ๆ ที่มองข้ามกันไปเหล่านี้ก็มีความอันตรายไม่น้อยเช่นกัน!!

ตัวอย่างที่สำคัญคือ สารบีพีเอ หรือบิสฟินอลเอ สารที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตเป็นโพลีคาร์บอเนต วัตถุดิบที่ใช้ผลิตขวดนม ขวดน้ำดื่ม ของเล่นรวมถึงอุปกรณ์กีฬา อีกทั้งยังเป็นวัตถุดิบผลิตเรซิ่นสังเคราะห์สำหรับเคลือบกระป๋องอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ

สารนี้หากหลุดปนเปื้อนไปในนม หรือน้ำก็จะเข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัวและอาจส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนเพศเอสโตรเจนทำให้เกิดความผิดปกติต่าง ๆ เช่น การเจริญเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นก่อนวัยโดยเฉพาะในเด็กผู้หญิง โรคอ้วน โรคเบาหวาน มะเร็ง ที่ผ่านมาได้มีการแจ้งเตือน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หลายประเทศรวมทั้งในหน่วยงานอาหารของไทยยืนยันว่า สารบีพีเอในขวดนมต่ำกว่าค่าที่จะเป็นอันตราย แต่อย่างไรก็ตามในประเทศแคนาดาประกาศไม่ให้ขวดนมมีสารนี้ปนเปื้อนและประเทศในยุโรปก็ประกาศเส้นตายไว้ปีหน้าเช่นเดียวกัน

ขณะที่ภาชนะหลากหลายในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น ขวดน้ำ แก้วน้ำ บรรจุภัณฑ์มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลาสติก การใช้อย่างเหมาะสมถูกวิธีสิ่งนี้มีความสำคัญโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผล การพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ รามาธิบดี ให้ความรู้ว่า การนำภาชนะพลาสติกมาใช้ใส่อาหาร สิ่งนี้เรียกว่า อยู่ไม่ไกลจากชีวิตประจำวันของเรา

พลาสติก เป็นโพลิเมอร์สังเคราะห์ชนิดหนึ่งซึ่งโพลิเมอร์นั้นเป็นสารที่มีโครงสร้างทางเคมีประกอบด้วยหน่วย ย่อยซ้ำ ๆ แบ่งออกเป็น  โพลิเมอร์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อย่างเช่น ยางธรรมชาติ ฯลฯ และโพลิเมอร์สังเคราะห์สร้างขึ้นมาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆ

“พลาสติกที่นำมาใช้สำหรับเป็นภาชนะหีบห่อ  อาหารมีด้วยกันหลายอย่างในชนิดที่คุ้นเคยกันก็จะมี Polyethy- lene terephthalate พลาสติกใส ชนิดนี้ใช้บรรจุน้ำดื่ม น้ำอัดลม น้ำผลไม้จะมีคุณ สมบัติใสกระจ่าง เหนียว ป้องกันความชื้น ฯลฯ

อีกชนิดที่มีคุณสมบัติเหนียวยืดหยุ่น Low density poly- ethylene ซึ่งใช้เป็นถุงเย็น ฟิล์มห่ออาหาร ฯลฯ ส่วนอีกชนิด Poly propylene ซึ่ง มีความแข็งเหนียวทนความร้อน ชนิดนี้นำมาเป็นถุงร้อน บรรจุอาหารร้อน ภาชนะสำหรับไมโครเวฟ ซึ่งก็มีทั้งแบบใช้ซ้ำและใช้ครั้งเดียว เป็นต้น”

การนำมาใช้จึงควรเลือกใช้อย่างเหมาะสมเนื่องจากพลาสติกจะสัมผัสกับเนื้ออาหารโดยตรง สัมผัสกับผู้ใช้ซึ่งอาหารที่มีความร้อน ความเย็น ความมัน ความเป็นกรดด่าง ฯลฯ คุณสมบัติเหล่านี้หากทำให้สารต่าง ๆ ในพลาสติกรั่ว ไหลออกมาและปนเปื้อน เข้าสู่ร่างกายผู้ใช้ก็จะได้รับอันตรายแบบเรื้อรัง ความห่วงกังวลในปัจจุบันตามที่มีการศึกษาวิจัยก็จะมีในเรื่องของ บีพีเอ สไตรีนและทาเลท

ในประเทศไทย ขวดนม ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขมีการระบุถึงกรณีที่ทำด้วยพลาสติกจะต้องเป็นชนิดโพลีคาร์บอเนตที่ทนความร้อนที่ใช้ต้มได้ มีความทนทานต่อการใช้งานได้หลายครั้งและต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามที่กำหนดไว้  ส่วนการใช้พลาสติกชนิดอื่นหรือวัสดุอื่นต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

“ขวดนมอาจจะทำจากพลาสติกอื่นได้อีก แต่ด้วยวัสดุดังกล่าวเป็นวัสดุที่มีความโดดเด่นโปร่งใส ทนความร้อนก็เลยนำมาใช้ แต่อย่างไรแล้วในต่างประเทศก็มีการศึกษาให้ความสนใจพิษภัยของบีพีเอซึ่งบ้านเราคงต้องทบทวนเรื่องนี้

นอกจากนี้ในการใช้ขวดนมทั่วไปที่มีอยู่ก็มีข้อควรระวัง อย่างเช่น การทำความสะอาดทุกซอกทุกมุม ด้วยน้ำยาที่เหมาะสมไม่เป็นพิษ ไม่เป็นกรดหรือด่างแรง ล้างออกให้หมด ตากให้แห้ง และต้มฆ่าเชื้อ หากใช้ไประยะหนึ่งแล้วพบว่าเปลี่ยนสภาพเปลี่ยนสีก็ไม่ควรใช้ต่อไป”

นอกจากขวดนมสำหรับเด็กแล้ว ขวดน้ำพลาสติกโดยทั่วไปจะใช้กันเพียงครั้งเดียว วัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้คือ โพลีเอททิลีน พลาสติกที่ใช้จะบางและไม่ทนต่อทั้งความร้อนและความเย็นแบบแช่แข็ง การใช้ที่ไม่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นการใช้ซ้ำ ๆ ทิ้งในที่ร้อน ๆ เก็บไว้ในรถที่จอดตากแดดนานหรือแม้แต่นำไปแช่ในช่องน้ำแข็ง จะทำให้พลาสติกเสียสภาพแตกร้าวทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นเชื้อแบค  ทีเรียสามารถแทรกซึมเข้าไปปนเปื้อนกับน้ำดื่มได้ ส่วนสารพิษจากสารทำให้พลาสติกอ่อนนิ่ม เช่น ทาเลท ยังไม่มีข้อมูลยืนยันอันตรายชัดเจนในขวดน้ำดื่ม

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องติด ตาม คือ สไตรีน สารต้นกำเนิดของโพลิสไตรีนเป็นพลาสติกที่นำมาใช้ทำโฟมใส่อาหารหรือแก้วน้ำแบบใช้ครั้งเดียว สารดังกล่าวอาจรั่วไหลสู่อาหารได้จากความร้อน กรดและอาหารที่มีไขมันสูง

“ภาชนะโฟมที่นำมาบรรจุอาหาร กล่องโฟมที่ทำจากวัสดุดังกล่าวมีใช้กันอยู่ไม่น้อยและแม้จะมีการนำถุงร้อน ใบตองรองชั้นล่างแล้วใส่ของร้อน แต่ด้านบนส่วน ใหญ่จะไม่มีวัสดุใดปิดด้านบนเวลาปิดฝา ด้านบนก็จะได้ รับความร้อนเท่ากับด้านล่างซึ่งถ้าสังเกตจะเห็นว่าฝา  ด้านในบุ๋มลงซึ่งก็หมายความว่าสารสไตรีนละลายลงในอาหาร

สารดังกล่าวเมื่อสะสมนานวันก็จะทำลายสมอง  ไขสันหลัง นอกจากนี้กระบวน การผลิตก็ต้องใช้ ซีเอฟซี  ซึ่งเป็นสารทำลายโอโซน เพิ่มภาวะโลกร้อน ในหลายประเทศ มีความตื่นตัวในเรื่องดังกล่าว และมีการห้ามใช้ในบรรจุภัณฑ์อาหาร บ้านเราขณะนี้ก็มีวัสดุใหม่ ๆ อย่างเช่น ชานอ้อยเป็นทางเลือก”

การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีมาตรฐานมีแหล่งผลิตที่ น่าเชื่อถือ รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้   ทำความเข้าใจกับพลาสติก จึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันหลีกไกลจากอันตราย เช่น ขวดน้ำควรเลือกใช้ในชนิดที่ออกแบบให้ใช้ได้หลายครั้งเป็นวัสดุที่มีความคงทน

ส่วนที่ออกแบบมาเพื่อใช้ครั้งเดียวก็ควรใช้ครั้งเดียวไม่นำมาใช้ซ้ำควรนำไปรีไซเคิล นอกจากนี้ในการทำความสะอาดก็ควรให้ความสำคัญซึ่งในความไม่ปลอดภัยไม่เพียงเฉพาะ ภาชนะบรรจุภัณฑ์ ในเรื่องของความสะอาด หากละเลยก็อาจทำให้มีเกิดการเจ็บป่วยได้เช่นกัน

ด้วยความเร่งรีบในการดำเนินชีวิต ความสะดวกสบายซึ่งอาจทำให้ละเลยถึงความสำคัญของบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารเรื่องใกล้ตัว การรู้ใช้อย่างเท่าทันเลือกใช้อย่างพิถีพิถัน รอบคอบก็น่าจะเป็นอีกทางออกของความปลอดภัยได้เป็น

Written on December 5th, 2011 , casino online, slot online, sport betting Tags: , ,

สาวๆ หลายคนมีวิธีอาบน้ำที่แต่งต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำด้วยน้ำเย็น น้ำอุ่นๆ กำลังพอดี หรือจะชอบอาบแบบร้อนๆ หน่อย ให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น แต่คุณสาวๆ ทราบมั้ยคะว่า การอาบน้ำที่ดีต่อสุขภาพของเรานั้นมีวิธีอย่างไรบ้าง วันนี้ women.mthai มีทริคเด็ดๆ ที่จะช่วยให้คุณสาวๆ มีสุขภาพผิวที่ดีมาฝากกันค่ะ

.
ก่อนอื่นมาดูวิธีปรับระดับความร้อนเย็นขององศาน้ำที่คุณสาวๆ ใช้อาบกันก่อนเลยดีกว่าค่ะ…..

…..สาวน้ำร้อน…สาวๆ หลายคนที่รู้สึกขยาดกับความเย็นวาบของน้ำเย็น น้ำร้อนน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดค่ะ เพียงแต่ต้องระวังนิดนึง โดยควรตั้งอุณหภูมิไว่ที่ 38-40 องศาเซลเซียส แต่ไม่ควรนานเกินกว่า 10-15 นาที ซึ่งน้ำร้อนจะทำให้รูขุมขนเปิดกว้าง ดังนั้นหลังจากการอาบน้ำควรทาครีมบำรุงผิวแห้ง จากการสูญเสียไขมัน ขณะอาบน้ำ จากนั้นหากได้จิบชาร้อนๆ สักถ้วยยิ่งดีเลยค่ะ
…..สาวน้ำเย็น…สำหรับสาวๆ ที่ขี้ร้อน ชอบความสดชื่นเป็นชีวิตจิตใจ เหมาะกับน้ำเย็นมากที่สุด โดยควรให้อุณหภูมิอยู่ที่ 21-27 องศาเซลเซียส ช่วยลดอาการอ่อนเพลียของกล้ามเนื้อ และทำให้ผิวพรรรเต่งตึง รวมถึงระบบหายใจอีกด้วย โดยเริ่มจาการค่อย ๆ ราดน้ำเย็นบนใบหน้า แขนและขา เพื่อให้ร่างกายปรับตัว จากนั้นให้ใช้ฟองน้ำขัดเบาๆ ค่ะ ขั้นตอนสุดท้ายอ ย่าลืมใช้ฝ่ามือตบเบาๆ ทั้งตัวเพื่อกระตุ้นเซลล์ผิวหนัง และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

ทริคเด็ดๆ กับ 3 ขั้นตอนสู่ผิวสวย
….. 1. ปัดถูร่างกายก่อนอาบน้ำ ขอแนะนำให้คุณสาวๆ นำผ้าขนหนูแห้ง โดยจับปลายผ้าทั้ง 2 ข้างไว้ แล้วเริ่มถูไปตามร่างกาย จุดละประมาณ 20 ครั้ง เพิ้อขจัดคราบไคล ฝุ่นละอองที่เพิ่งผจญมาทั้งวัน หรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดไป ไม่จำเป็นต้องลงน้ำหนักมากหรือนานไปนะคะ เพราะผิวบอบบางอาจจะถูกทำร้ายได้ค่ะ
…..
2.ขัดผิวขณะอาบน้ำ โดยแนะนำ Scrub สำหรับขัดทุกส่วนของร่างกาย เหมาะกับผิวที่ละเอียดอ่อนเท่านั้น อย่างหน้าอก หรือลำคอ ส่วนฟองน้ำ ใยบวบ หรือแปรงเหมาะกับผิวส่วนแขน ขา ไหล่และหลัง เพราะรองรับการขัดถูได้ดี สำหรับหินขัดแบบโบร่ำโบราณนั้นแน่นอนที่สุด ควรใช้กับจุดที่แห้งกร้านอย่าง ข้อศอก เข่า หรือเท้าเท่านั้นค่ะ
…..
3.นวด และฉีดน้ำ ขณะอาบน้ำ เมื่อเกิดฟองสบู่สาวๆ ควรนวดไปมาวนเป็นวงกลม เพื่อผ่อนคลาย และกระตุ้นการหมุน เวียนของเลือด หากใช้กับฝักบัวก็ให้เปิดแรง ๆ ลงบนร่างกาย โดยวนไปมารอบอก ย้อนขึ้น-ลงบริเวณ แขน-ขา ก็จะช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี เปล่งปลั่งมากขึ้นค่ะ

Written on December 4th, 2011 , casino online, slot online, sport betting Tags: , ,

Photoesqimagery.com is proudly powered by WordPress and the Theme Adventure by Eric Schwarz
Entries (RSS) and Comments (RSS).

Photoesqimagery.com

เคล็ดลับดี ๆ รอท่านอยู่มากมายกับเรา